Register Login
มหามนตรา

บทที่ 1 จาก...นิติกรอนาคตไกล สู่...เส้นทางแห่งจอมไสยเวทย์


 


ณ เมืองสี่แคว นครสวรรค์ คือแหล่งลงหลักปักฐานของคหบดีสกุล “ตรีวิมล” กิจการที่สร้างรายได้อย่างมหาศาลให้กับครอบครัวคือ ธุรกิจโรงสี และจากการต้องติดต่อประสานงานกับผู้คนหลากหลาย เจ้าสัวตังกวย  ตรีวิมล คหบดีธุรกิจโรงสีเล็งเห็นว่า ลูกหลานของท่านควรจะเอาดีด้านรับราชการ ซึ่งถือเป็นแนวคิดที่ปกติของผู้ใหญ่ในสมัยนั้น เนื่องจากงานราชการ คืออาชีพที่เปี่ยมไปด้วยเกียรติยศ ศักดิ์ศรี และถือเป็นการรับใช้บ้านเมืองในอีกทางหนึ่ง ความมั่นคงและสวัสดิการที่ได้รับ เป็นเพียงผลพลอยได้ ผิดกับสมัยนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่า อาชีพเกี่ยวกับราชการ ถูกคนส่วนหนึ่งกระทำย่ำยีให้กลายเป็นอาชีพที่เต็มไปด้วยการคอรัปชั่น บวกกับรายได้ที่น้อยเหลือเกิน เมื่อเทียบกับบริษัท โรงงานใหญ่ ผู้คนจึงหันหน้าหนีกันหมดอย่างไรก็ตาม ด้วยค่านิยมดังกล่าว ตระกูล ตรีวิมล จึงประกอบไปด้วย ผู้พิพากษา ทนาย อัยการ กระทั่งคุณพ่อของอาจารย์โอม ก็เป็นข้าราชการพลเรือน


 


“คุณปู่ของผมเป็นเจ้าของโรงสี ท่านมีความคิดว่าอยากให้ลูกๆ ทำงานราชการให้หมดฉะนั้นตระกูลทางคุณพ่อจะเรียนมาทางสายราชการเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะว่าเป็นผู้ชายหมดมีผู้หญิงคนเดียว แต่ตอนนี้บวชชีอยู่ เพราะฉะนั้นลูกผู้ชายก็จะเรียนราชการ เน้นสายกฎหมาย”


 


ฟ้าได้ลิขิตให้คุณพ่อของอาจารย์โอม เดินทางมารับราชการที่ดินแดนล้านนาตะวันออก จังหวัดอุตรดิตถ์ ที่นั่น ท่านมีโอกาสพบกับสาวลับแล เพียงรอยยิ้มของเธอ สะกดให้ท่านตกอยู่ในภวังค์ ความสัมพันธ์เดินหน้ามาจนถึงจุดที่ต้องตัดสินใจ ซึ่งท่านก็เลือกที่จะใช้ชีวิตคู่กับเธอ


วันเวลาผันผ่าน แต่ความรักของทั้งคู่มิได้ลดน้อยลง ตรงกันข้ามมันกลับเพิ่มมากขึ้น กระทั่งเกิดโซ่ทองคล้องใจขึ้นมา วันที่ 10 ตุลาคม 2517 ราวเก้าโมงเศษ วินาทีที่ทุกคนรอคอยสิ้นสุดลง เมื่อทารกน้อยแผดเสียงจ้า บ่งบอกว่าเขาได้ลืมตาดูโลกแล้ว ชื่อของเขาคือ  “โอม”


หลังจาก เด็กชายโอม ถือกำเนิดขึ้น หน้าที่การงานของคุณพ่อก็ก้าวหน้า กระทั่งเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ประจำจังหวัด ส่วนคุณตาก็เกษียณราชการ ตำแหน่งสุดท้ายที่ท่านรับราชการคือ ศึกษาธิการจังหวัด เมื่อท่านตกผลึกชีวิตในทางโลกแล้ว จึงหันหน้าเข้าสู่ร่มกาสาวพัตร์จนสิ้นชีพ


วัยเยาว์ของอาจารย์โอม ไม่ต่างจากเด็กผู้ชายทั่วไป วิ่งเล่นซุกซน ทว่าสิ่งที่ต่างกันคือ สถานที่วิ่งเล่นที่อาจารย์โอมโปรดปรานที่สุดคือ วัด และ สำนักทรง สืบเนื่องมาจากมารดาของท่าน หรือที่ท่านเรียกติดปากว่า “คุณนาย” มีความนิยมชมชอบในเรื่องการทรงเจ้า อาจารย์โอมจึงต้องติดสอยห้อยตามไปด้วย กลายเป็นความผูกพันที่มีต่อ พุทธศาสน์ โหราศาสตร์ และไสยศาสตร์ไปโดยปริยาย


 


คุณแม่ผมถือว่าเป็นคุณนายคนหนึ่ง ท่านชอบไปตามสำนักทรง มีสองอย่าง คือ สำนักทรง ไม่ก็วัด แล้วก็จะพาผมไปด้วย ด้วยความที่ผมเป็นเด็กเลี้ยงง่าย ให้ไปไหนก็ไป ให้นั่งตรงไหนก็นั่ง เหมือนตุ๊กตา ไปบ่อยจนเกิดความเคยชิน เด็กเขาวิ่งเล่นกันที่สวนสนุก แต่อาจารย์โอมวิ่งเล่นที่สำนักทรง”


 


อีกหนึ่งความแตกต่างระหว่างอาจารย์โอมและเด็กรุ่นราวคราวเดียวกันคือเพื่อนซี้ของท่านมิใช่มนุษย์เดินดินแต่เป็นกุมารทองซึ่งท่านสามารถเห็นเป็นตัวเป็นตนอาจเพราะจิตใจของเด็กนั้นเต็มไปด้วยความบริสุทธิ์เด็กจึงมีจิตวิญญาณที่ผนวกรวมเข้ากับสิ่งที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าได้ความรู้สึกของอาจารย์โอมในขณะนั้นคือมีเพื่อนสนิทที่แต่งตัวแปลกไปสักหน่อยรูปร่างหน้าตาผิวพรรณก็ไม่เหมือนคนทั่วไปทว่ามิตรภาพระหว่างคนและผีก็ยังจำเริญงอกงามเสมอมา


 


“เมื่อเราได้เข้าไปอยู่ในที่ลึกลับชวนค้นหาจะอยู่นิ่งเฉยก็กระไรอยู่วัยเราก็อยากรู้อยากเห็นก็เลยคุยกับร่างทรงที่เขาสามารถสื่อสารกับวิญญาณได้กอปรกับสิ่งแวดล้อมที่หลอมเราเราจึงคุ้นเคยกับไสยศาสตร์”


 


ครั้นอายุได้ราว 5 ปี อาจารย์โอมก็เข้าสู่ชั้นประถมศึกษาการปิดเทอมยาวนานร่วมสองเดือนเศษ ช่างเป็นเรื่องที่น่าเบื่อสำหรับเด็กวัยกำลังซน อาจารย์โอมเห็นว่า อยู่ว่างๆ ก็ไม่ได้ทำอะไร แต่ที่วัดมีเพื่อนเยอะ (ทั้งคนและผี) แถมยังมีข้าว มีขนมมากมาย คงพอให้คลายเหงาได้ บวกกับ หลวงตา ซึ่งเป็นคุณตาแท้ๆ ของท่านก็ใจดี อาจารย์โอมจึงอาสาไปดูแลปรนนิบัติหลวงตา พูดง่ายๆ คือ ไปเป็น เด็กวัด นั่นเอง


 


“ส่วนหนึ่งเป็นความชอบของอาจารย์ที่อยากจะอยู่ใกล้หลวงตา เพราะท่านใจดี และส่วนหนึ่ง เพราะปิดเทอมใหญ่ร่วมสองเดือนเศษ มีเวลาว่างมาก ไปเป็นเด็กวัดดีกว่า พอถึงเวลาปิดเทอม เราจะดีใจมาก เพราะได้ไปอยู่กับหลวงตาสงวน ซึ่งตอนนั้นท่านเป็นรองเจ้าอาวาสวัดธรรมาธิปไตย อยู่ อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์”


 


กิจวัตรหลักของการเป็นเด็กวัดคือ ตื่นตั้งแต่ตี 5 เพื่อติดตามหลวงตาออกบิณฑบาต เพียงวันแรก อาจารย์โอมที่ถือย่ามตามหลวงตา ก็แทบช็อก เพราะวัดอยู่ใกล้ตลาด มีศรัทธาสาธุชนเยอะเกินคาด เท่านี้ก็รู้แล้วว่าอะไรจะตามมา ย่ามหนึ่งอัน ใส่อาหารได้ไม่เพียงพอ สองอันก็ยังไม่พออีก สุดท้ายจึงต้องแบกทั้งย่ามและถังสังฆทานอีกสองถัง


 


“ในตลาด มีแต่คนเคารพศรัทธาหลวงตา ท่านอายุมากแล้วก็จริง แต่ก็ออกมาโปรดญาติโยมทุกวัน ผลคือ พอกลับวัด ไหล่เราก็แทบหลุด หลังจากรับบาตรมาแล้ว หลวงตาก็จะมาบูชาข้าวพระ ถวายพระก่อน เป็นสิ่งที่เราชอบมาก เพราะบูชาเสร็จเมื่อไหร่ เราก็ได้เลือกกินเมื่อนั้น ของในตลาดทุกร้าน ที่เคยซื้อกิน มาอยู่ตรงหน้าให้เลือกได้ เป็นความสุขแบบเด็กๆ”


 


เนื่องด้วยหลวงตาเป็นผู้มีวิชา ส่งผลให้อาจารย์โอมพลอยได้เรียนรู้ เมื่อท่านเสร็จสิ้นภารกิจของสงฆ์แล้ว จะสอนวิชาคาถาง่ายๆ ให้ เช่น สอนการดูลักษณะของคน การท่องตำราพรหมชาติที่ว่าด้วยโฉลก วัน เดือน ปี ของคน ซึ่งเป็นการจดบันทึกมาแต่โบราณกาล แต่วิชาที่ทำให้อาจารย์โอม หรือเด็กชายโอมในขณะนั้นรู้สึกตื่นเต้นเป็นที่สุดคือ คาถาสะเดาะกลอน ซึ่งหลวงตาก็แสดงให้เห็นว่า กระทำได้จริงที่สำคัญ หลวงตายังเคยทำนายชะตาของอาจารย์โอมไว้ว่า


 


“ภายภาคหน้า จะเอาดีได้ในเส้นทางของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งปวง”


แต่ด้วยความที่ท่านยังเยาว์วัยนัก จึงไม่ได้สนใคร่รู้ในชะตาของตน รู้ แต่ว่า  เมื่อไรได้อยู่ใกล้สิ่งศักดิ์สิทธิ์แล้ว  มีความสุขเป็นล้นพ้น


 


เสียงระฆังดังกังวาน ขับขานไปทั่วเขตพัทธสีมา บ่งบอกว่าถึงเวลาฉันเพล อาจารย์โอมรอจนหลวงตาฉันและงีบลงจำวัดตามวิสัยภิกษุชรา ก่อนจะวิ่งตรงไปยังศาลาวัดเพื่อทัศนาผนังวัดซึ่งสลักเป็นพุทธประวัติของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตั้งแต่ประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน อาจารย์โอมลุ่มหลงในเรื่องราวแห่งจินตนาการ หลายคราที่น้ำตาแห่งความปลื้มปรีติจะหลั่งออกมา ราวกับรู้สึกผูกพันและสำนึกในพุทธคุณที่พระองค์เสด็จมาโปรดมนุษย์ ที่ว่ายวนอยู่ในวัฏสงสารอย่างมิรู้จบสิ้น ให้ได้พบกับเส้นทางแห่งความบริสุทธิ์ เส้นทางแห่งพระนิพพาน


 


“แม้เราจะไม่ได้อ่านพระไตรปิฎก แต่การอ่านประวัติของพระพุทธเจ้าก็ทำให้เราเห็นสัจธรรมหลายๆ อย่าง พระพุทธเจ้าเป็นลูกกษัตริย์ที่กระทำการบางอย่างที่ลูกกษัตริย์ไม่เคยทำคือการออกบวชแต่พระองค์ก็ได้พบกับสัจธรรม สัจธรรม คือ ความจริง เปลี่ยนแปลงไม่ได้ พระพุทธเจ้าทรงประกาศสัจธรรม คือ ความจริงอันประเสริฐซึ่งแรงบันดาลใจเล็กๆ นี้ มันอยู่ในตัวอาจารย์ตั้งแต่เด็ก


สิ่งที่พระพุทธเจ้า ทำให้เราได้แง่คิดว่า สิ่งที่เราเคยทำ อาจจะไม่ได้ผลอย่างที่เคยเป็นมาเพียงเท่านั้น สิ่งที่คนสมัยก่อนทำ อาจจะไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุด เรามีสิทธิ์ค้นพบอะไรที่ใหม่และดีกว่า แต่ด้วยความที่เราเป็นเด็กอายุไม่ถึงสิบขวบ เราก็ได้แต่เก็บไว้ในใจ ปล่อยให้ปลูกฝังเป็นแนวคิด เป็นบุคลิกของเรา”


 


ในทางจิตวิทยาสมองของเด็กจะเป็นเสมือนฟองน้ำดูดซึมทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า“ราก”หากเด็กรับเอาประสบการณ์ที่ไม่ดีจะกลายเป็น“รากขมขื่น”แต่ในกรณีของอาจารย์โอมท่านได้รับรากของไสยศาสตร์โหราศาสตร์และพุทธศาสน์เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต


ชีวิตของอาจารย์โอมพลิกผันไปพอสมควรหลังจากท่านเริ่มเติบโตเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น หลวงตามรณภาพ บวกกับคุณพ่อต้องย้ายจากจังหวัดอุตรดิตถ์ไปเชียงราย ความทรงจำเกี่ยวกับศาสตร์เหนือธรรมชาติราวกับถูกปิดตายลงในกล่องไม้แล้วฝังใต้ดินวันคืนที่คุ้นเคยทุกย่างก้าวในศาลาวัดเสียงสวดมนต์ค่อยๆเลือนหายไปจนแทบไม่เหลือเลย…


 


“เราเริ่มใช้ชีวิตเหมือนวัยรุ่นทั่วไป แต่ว่าเป็นคนที่มีลักษณะแปลกแยก ทั้งวิธีคิด วิธีพูด วิธีทำของเราไม่เหมือนคนอื่นส่วนหนึ่งคือการย้ายจากจังหวัดอุตรดิตถ์ไปจังหวัดเชียงรายมันเหมือนเราไปเยือนดินแดนที่เราไม่คุ้นเพราะภาษาที่เขาใช้เป็นภาษาพื้นเมืองเราอยู่อุตรดิตถ์พูดภาษากลางพอเข้าไปเราคิดว่าเราเป็นคนที่เข้ากับคนอื่นไม่ได้เลย”


 


แต่สิ่งหนึ่งที่อาจารย์โอมยืนหยัดคือ ไม่แตะต้องเหล้า บุหรี่ ยาเสพติด แม้จะเป็นค่านิยมสุดฮิตของวัยรุ่นผู้ชายสมัยนั้น อาจารย์โอมตัดสินใจหากิจกรรมที่สามารถทำคนเดียวได้ และท่านก็เลือก การอ่านหนังสือ แต่ละวันอาจารย์โอมใช้เวลาขลุกอยู่ในห้องสมุด เก็บเกี่ยวความรู้จากหนังสือจิตวิทยา การเมือง อัตชีวประวัติบุคคลสำคัญ หนังสือฮาวทู เป็นต้น


 


“ใจของอาจารย์ออกไปสู่โลกกว้างว่าวันหนึ่งเราจะต้องทำอะไรที่ยิ่งใหญ่ไม่อยากอยู่ในกรอบคือในสิ่งที่เราเห็นอยู่ทุกๆวันรู้สึกว่ามันซ้ำซากจำเจยิ่งได้อ่านชีวประวัติของคนที่ประสบความสำเร็จ ตอนแรก เขาคิดเหมือนคนทั่วไป แต่เพราะเขากล้าคิดแหวกแนว คิดต่างออกไป ถึงได้ประสบความสำเร็จ”

บัญญัติ 5 ประการเพื่อใช้เครื่องรางของขลัง
...
เทียนเสริมสิริมงคล
...
Leave a comment
Note: HTML is not translated!