Register Login
มหามนตรา

กำเนิด อาจารย์โอม มหามนตรา ตอน 2 


 


เมื่อเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย อาจารย์โอมก็ถูกดึงให้กลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริง โลกที่ต้องเดินตามคนอื่น ท่านเลือกศึกษาต่อในคณะนิติสาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เหตุเพราะ “ทุกคนในบ้านก็เรียนกัน” อีกประการหนึ่ง ท่านมองว่า ตนมิใช่คนฉลาดปราดเปรื่อง จึงอาศัยว่า เรียนคณะที่มีชื่อเสียง ในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงไปเสียเลย


กระแสกามกิเลส ก็ไม่ต่างจากกระแสลมพายุที่โหมกระหน่ำ ยากที่ใครจะต้านทานได้ อาจารย์โอมดำเนินชีวิตอย่างปุถุชนอย่างแท้จริง หลงลืมรสธรรมที่เคยลิ้มลองเมื่อครั้งเยาว์วัย แม้ในช่วงอายุยี่สิบเศษ ท่านจะมีโอกาสเข้าสู่ร่มกาสาวพัตร์ ฝึกอบรมสมาธิ เน้นให้รู้จักและเท่าทันตนเอง เพื่อให้เกิดสัมมาทิฐิอันจะนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ แต่หลังจากลาสิกขาบท ห่างจากธรรมะทุกอย่างก็กลับสู่ครรลองเดิม


 


“จริงๆ ก็ไม่ได้อยากดำเนินชีวิตเหมือนที่คนอื่นเขาทำกัน แต่เราอยู่ในโลกความเป็นจริง เราไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรดี”


 


ชีวิตคนเรา บางครั้งก็มิอาจลิขิตให้เป็นไปดั่งใจหวังได้ และใครที่ปรารถนาจะไขว่คว้าความฝันของตน เขาเหล่านั้นต้องจ่ายราคามหาศาล สำหรับอาจารย์โอม จากแนวคิดที่ได้รับการปลูกฝังมาแต่เยาว์วัย ท่านจึงปรารถนาจะเดินตามทางของตน แต่สิ่งรอบข้างก็ไม่เป็นใจเอาเสียเลย บวกกับพี่น้องทุกคนก็ก้าวเข้าสู่เส้นทางราชการทั้งสิ้น ท่านจึงไม่กล้าที่จะเดินแตกแถว โดยหลังจากเรียนจบจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง หรือที่เรียกกันให้เป็นคำย่อหรูในวงการกฎหมายว่า LLB อาจารย์โอมเข้ารับการฝึกอบรมทนายความ กระทั่งได้เป็นทนายความ ตามแพทเทิร์นของตระกูล “ตรีวิมล”


อย่างไรก็ตาม ท่านก็ได้ชื่อว่าเป็นทนายความที่ไม่เหมือนใคร 3 ปีที่ให้ความช่วยเหลือลูกความ ท่านหวนรำลึกถึงวิชามากมายที่หลวงตาเคยพร่ำสอน จะดีเพียงใดหนอ หากมีพลังเหนือมนุษย์มาเป็นตัวช่วย


 


“ลองศึกษาคาถาด้วยตัวเอง เพราะมันเป็นสิ่งใกล้ตัว อย่างเวลาไปร้านหนังสือ เห็นหนังสือบูชาพระ เห็นคาถา ก็รู้สึกคุ้นเคย สิ่งที่เคยเรียนรู้ตั้งแต่อายุ 5 ขวบ ก็เริ่มคุกรุ่นขึ้นมา เพราะเราจำเป็นต้องใช้ ใช้ทั้งวัตถุมงคลบ้าง คาถาบ้าง แต่ไม่เป็นกิจจะลักษณะ”


 


การใช้ชีวิตเป็นทนายความ สร้างความรู้สึกให้อาจารย์โอมว่า เป็นอาชีพที่สูงส่ง ต้องอาศัยทักษะและองค์ความรู้ ประกอบกับความถนัดค่อนข้างสูง ใครทำได้ดีก็มีชื่อเสียง  และน่าจะยังไม่ใช่สิ่งที่ตนเองถนัดมากที่สุด  จึงเบนเข็มตนเองหันไปหาอาชีพนิติกรของกลุ่มบริษัทสายธุรกิจค้าปลีกแทน


 


“เราคิดว่า เราอยากเข้าไปอยู่ที่สถาบัน องค์กรใหญ่ๆ เพื่อสร้างความมั่นคง ก็เลยเข้าสู่บริษัทค้าปลีกแห่งหนึ่ง เรียกว่าใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทยก็ว่าได้ อยู่ในตำแหน่ง นิติกร”


 


เมื่อเข้าทำงานในรูปแบบบริษัทเฉกเช่นชนชั้นกลางทั่วไป อาจารย์โอมจึงหลงระเริงไปกับสังคมและการท่องเที่ยว ท่านหมายจะยกระดับหน้าที่การงานของตนเอง จึงมุ่งศึกษาต่อในระดับปริญญามหาธุรกิจบัณฑิตหรือ MBA มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ถือเป็นคณะสุดฮิตของหนุ่มสาวเจเนอเรชั่นใหม่ที่อยากไต่เต้าเป็นผู้บริหาร


 


“พอเริ่มเรียน MBA ก็โยกย้ายหน้าที่การงานในบริษัทเดิมเรียกว่าทำให้สมกับวิทยฐานะเพราะว่าเขาอยากให้ไปช่วยงานเรื่องของการบริหารหน้าที่คือสำรวจและเจรจาเพื่อซื้อที่ดินในการสร้างห้างสรรพสินค้าทั่วประเทศหน้าที่หลักก็คือเดินทางไปตามที่ดินที่เขาว่าสวยในจังหวัดนั้นๆอย่างจังหวัดแถวอีสานที่เด่นๆคือขอนแก่นประตูเมืองที่ปัจจุบันเป็นห้างสรรพสินค้าผมเป็นคนที่เข้าไปเจรจาซื้อแทนในนามบริษัทแล้วก็ขออนุญาตก่อสร้าง”


 


การพยายามทำอะไรด้วยตัวเอง ก็ดีในระดับหนึ่ง ผลลัพธ์ไม่ต่างจากคนปกติ แต่ถ้ามีพลังงานเข้ามาเสริม ผลลัพธ์ที่ออกมาจะดีและง่ายกว่ามาก แล้วมีหรือ อาจารย์โอมจะปฏิเสธ วัตถุมงคล จึงกลายเป็นตัวช่วยในการทำงานโดยวิธีของอาจารย์โอมคือ เมื่อใดก็ตามที่ต้องเดินทางออกต่างจังหวัด ท่านจะสืบค้นว่า ในพื้นที่ดังกล่าว มีครูบาอาจารย์ที่เก่งเรื่องไสยศาสตร์อยู่หรือไม่ เดิมที ท่านเพียงไปบูชาวัตถุมงคล ลงพิธีกรรม แต่ด้วยเหตุผลกลใดก็มิอาจทราบได้ ครูบาอาจารย์เหล่านั้น จึงพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “เห็นแวว” ในตัวอาจารย์โอม


 


“ท่านบอกว่า เราน่าจะเอาคาถาไปปลุกเสกวัตถุมงคลแล้วลองใช้เองนะ ผมก็คิดนะว่า ผมเป็นใคร จะมีความมั่นใจมากขนาดนั้นเลยหรือ แต่เอาก็เอา เพราะน่าสนุกดี มันเป็นความชอบแต่ดั้งเดิม เราคุ้นเคยกับมันมาแต่เด็ก พูดง่ายๆ คือ ครูบาอาจารย์ท่านสร้างแรงบันดาลใจให้”


 


ถือเป็นช่วงเวลาแห่งการรื้อฟื้นความทรงจำเดิมเมื่อครั้งเยาว์วัย อาจารย์โอมเริ่มใช้เครื่องรางของของขลังในฐานะ “คนเล่นของ” โดยมีจุดประสงค์หลักเพื่อให้ตนเองประสบความสำเร็จในด้านต่างๆ ปรากฏว่าบังเกิดผลเป็นที่อัศจรรย์ใจ


 


“ครูบาอาจารย์บอกว่า เอ็งลองไปทำสิ ให้คาถานี้ เอ็งลองไปทำแบบนี้ ผมก็ไม่รู้จะเริ่มยังไง เลยไปซื้อพระเครื่องเปล่าที่ไม่ผ่านการปลุกเสกมา เขาเรียกว่า พระสนาม เอามาปลุกเสกเขียนยันต์แบบที่อาจารย์ท่านสอน พอเสกเสร็จ ก็คิดว่ามันใช้ได้จริงหรือเปล่า ไม่กล้าคิดเองเออเอง มีเพื่อนพี่น้องก็ให้ลองใช้ดู บอกเขาว่า เป็นของอาจารย์คนหนึ่ง ผ่านไปไม่ถึงอาทิตย์ เขาบอก มันดีมากเลยนะ ใช้แล้วเห็นผล”


 


วัตถุมงคลชิ้นแรกที่อาจารย์โอมทำขึ้นมาคือ ขุนแผน ซึ่งท่านซื้อพระเปล่ามาทำการปลุกเสกเขียนยันต์เองกับมือ เป็นที่รู้กันดีว่า ขุนแผนโดดเด่นเรื่องเมตตา มหาเสน่ห์ คือ ผู้ใหญ่เมตตา และมีเสน่ห์กับเพศตรงข้าม อาจารย์โอมจึงมักใช้ในการติดต่อพบปะกับผู้คน


หากพูดถึงตะกรุด เราคงนึกภาพโลหะแผ่นบาง อาจจะเป็นทองคำ เงิน ตะกั่ว หรือโลหะผสมอื่นๆ ม้วนให้เป็นท่อกลมโดยมีช่องว่างบริเวณแกนกลางสำหรับร้อยเชือก ซึ่งวัตถุแต่ละชิ้นที่นำมาใช้ มักเป็นวัตถุเสริมสร้างสิริมงคล เช่น ไม้มงคล แต่ตะกรุดที่สรรสร้างขึ้นมาจากมือของอาจารย์โอม คือแผ่นเหล็กที่เขียนคาถาลงไปเอง ก่อนจะใช้ไม้เสียบลูกชิ้นมาพันเป็นแท่ง ย้ำอีกครั้งว่าเป็นไม้เสียบลูกชิ้น ซึ่งผลลัพธ์ก็ยังอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ


 


“คาถาก็เหมือนกับตำรับอาหารคือมีให้เลือกว่าคาถานี้ตำรับนี้จะออกฤทธิ์ไปทางไหนเราก็ทำตามก็ออกฤทธิ์อย่างนั้นแสดงว่าสิ่งที่เรามั่นใจลึกๆเราไม่ได้คิดไปเองมันมีอยู่จริงเราสนุกกับการทำงานแล้วก็ใช้วัตถุมงคลไปด้วยทำวัตถุมงคลไปด้วยแบบภูมิปัญญาชาวบ้าน”


 


กระทั่งวันหนึ่ง มีคนที่รับรู้เรื่องราว เดินทางมาหาอาจารย์โอม ขอความช่วยเหลือ ให้เขียนคาถาลงบนตัว หมายให้มีเสน่ห์ มีเงินทองไหลเข้ามาอาจารย์โอมไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะต้องช่วยคนอื่น เพราะจุดเริ่มต้น เพียงแค่สร้างความมั่นใจให้กับตัวเองเท่านั้น ท่านจึงไปพบกับครูบาอาจารย์ เพื่อปรึกษา ได้คำตอบว่า ต้องมีการยกครูอย่างเป็นทางการเสียก่อน หากกระทำเอง จะกลายเป็นสิบแปดมงกุฎ


 


“ตอนกลางวัน ผมแต่งตัวเรียบร้อยไปทำงาน พอเย็นมา เปลี่ยนชุดขาวลงนะหน้าทอง ก็รู้สึกแปลกๆ เพราะชีวิตมันไม่ไปในทางเดียวกันอาจารย์ท่านก็บอกให้มายกขันครูเรียนวิชาอย่างจริงจัง แล้วก็ออกมาจากชีวิตทางโลก แล้วก็มาทำแบบอาจารย์ไปเลย”


 


คำท้าทายของครูอาจารย์ ทำให้อาจารย์โอมต้องคิดหนัก ต้องไม่ลืมว่าหน้าที่การงานของท่านอยู่ในระดับที่เรียกว่ามั่นคง บริษัทชั้นนำในสายค้าปลีกแห่งประเทศไทย สวัสดิการพร้อม สามารถเลี้ยงดูพนักงานไปจนเกษียณอายุ เงินเดือนก็ทำให้นิติกรอย่างท่าน สบายไปอีกนาน อีกประการหนึ่งคือ ขณะศึกษาระดับปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยหอการค้า อาจารย์โอมทำ Independent Study (วิทยานิพนธ์แบบค้นคว้าเนื้อหาอิสระ) ได้เกรด  A มหาวิทยาลัยชิคาโก ซึ่งมีการประสานงานกับมหาวิทยาลัยหอการค้า จึงส่งหนังสือมาเชิญท่านไปศึกษาต่อในระดับปริญญาเอก


 


“ถ้าไปที่ห้องสมุดของมหาวิทยาลัยหอการค้า จะเห็น Independent Study ของผม ซึ่งให้นักศึกษารุ่นหลังใช้เป็นแบบอย่างด้วยความที่เกรดดี มหาวิทยาลัยชิคาโกซึ่งเขามีคอนเนคชั่นกับทางหอการค้าเลยเชิญผมไปเรียน แต่เงื่อนไขในการรับทุนคือ ผมต้องกลับมาใช้ทุนสามเท่าของเวลาเรียน ลองมาคำนวณดู ตอนนั้นก็อายุประมาณ 34 แล้ว ไปเรียนประมาณ 3 – 4 ปี กว่าผมจะใช้ทุนหมดก็ 50 หมดเรี่ยวแรงในวัยหนุ่มไปแล้ว ถ้าถามว่ามั่นคงไหม ก็มั่นคง เรียนแล้วกลับมามีสถาบันรับรอง เราคงจะได้โลดแล่นในแวดวงวิชาการ”


 


เมื่อชีวิตเดินมาถึงทางแยก คนเราก็จำเป็นต้องเลือก มิอาจหลีกเลี่ยงได้ จะช้าหรือเร็วเท่านั้นเอง อาจารย์โอมจึงอธิษฐานจิตต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ว่า หากตัวท่านจะสามารถช่วยเหลือคนได้จริง ก็ย่อมมีคุณค่ามากกว่าเอาตัวรอดเพียงคนเดียว การไปศึกษาต่อ กลับมาเป็นนักวิชาการหรืออาจารย์ ความรู้ที่มีคงเผยแพร่ไปให้นิสิตนักศึกษา แต่หากเลือกอีกทาง คือ ทางของไสยศาสตร์ ท่านเชื่อว่าสามารถช่วยคนได้หลากหลายกว่า หากแม้นสิ่งศักดิ์สิทธิ์นำชะตาของท่านให้เลือกอย่างหลัง ก็ขอให้ตัวท่านได้เห็นประจักษ์ผ่านบทพิสูจน์


“บทพิสูจน์” ที่ว่า คือ การลงนะหน้าทองให้รุ่นน้องที่บริษัท ซึ่งทำงานในตำแหน่งเลขานุการ โดยอาศัยช่วงพักกลางวัน ทำพิธีกรรมให้ที่วัดใกล้บริษัท อาจารย์โอมตั้งสัจจาธิษฐานไว้ว่า หากพิธีกรรมครั้งนี้สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตของเธอได้ ท่านจะเลือกเส้นทางแห่งไสยเวทย์ โดยไม่เหลียวแลความสำเร็จทางโลกอีกเลย


 


“พอลงเสร็จก็เกิดความอัศจรรย์ มันมีพลังวิ่งเข้ามา ผมก็ให้น้องเขากลับไปบ้าน ไปคิด พูด ทำในสิ่งที่เคยทำ ดูว่าผลลัพธ์จะแตกต่างกันหรือไม่ เพราะเวลาที่ผมพยายามจะพิสูจน์อะไร จะใช้วิทยาศาสตร์ให้เยอะ ไม่เอาแค่ความรู้สึกเราอย่างเดียว ปรากฏว่ามันเกิดขึ้นจริงๆ เขามาบอกเราว่า ได้โชคลาภ มีผู้ใหญ่เมตตาเรียกไปเอาเงิน มีคนรัก คนชอบ เป็นไปในทิศทางที่เราลงพิธีให้


 


แม้ผลลัพธ์ที่ออกมาจะเป็นที่น่าพอใจ แต่ความกังวลก็ยังไม่คลายลงเสียทีเดียว เพราะเคยมีคนใกล้ตัวของอาจารย์โอมละทิ้งหน้าที่การงานอันมั่นคง ไปเป็นอาจารย์ด้านไสยศาสตร์ ซึ่งในระยะแรกต้องเผชิญกับความอดอยาก หากใครทนไม่ได้ ก็จำต้องม้วนเสื่อกลับบ้านไป


 


“นึกย้อนกลับไปตอนเป็นเด็ก หลวงตาเคยบอกเอาไว้ว่า เราจะได้ดีในเส้นทางนี้ ถ้าได้บวชก็จะบวชตลอดชีวิต แม่เลยไม่ยอมให้บวช เพราะกลัวไม่ศึก แล้วร่างทรงก็บอกว่า ให้เลี้ยงเด็กคนนี้ดีๆ นะ อีกหน่อยเขาจะเป็นที่พึ่งของคนอื่น เราก็คิดว่า คนเราจะเปลี่ยนแปลงอะไรสักอย่าง มันมีความกลัว ดังนั้นสิ่งที่เราเลือก ก็นับว่าเสี่ยง”


 


อาจารย์โอมลองเขียนแผนผังว่า หากเลือกเส้นทางไสยศาสตร์ เป็น “อาจารย์” ชีวิตความเป็นอยู่ของท่านจะเป็นอย่างไร เมื่อประมวลแล้ว ท่านจึงสรุปได้ว่า การเป็นอาจารย์ อาจจะถูกสังคมมองอย่างแปลกแยก แต่สำหรับตัวท่านเอง ไม่รู้สึกว่าตัวเองผิดปกติ เพราะท่านเคยชินกับสิ่งเหล่านี้มาตลอด เส้นทางข้างหน้า จะลบหรือบวก ไม่มีใครยืนยันได้ แต่ท่านก็เลือก ที่จะไม่เดินตามรอยเท้าคนอื่น แต่จะนำความแตกต่างที่มีไปใช้ในทางที่เกิดประโยชน์สูงสุด


กอปรกับพื้นฐานของอาจารย์โอมที่ชอบเครื่องรางสายเสน่ห์ เมตตามหานิยม เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงสะสมมากขึ้นเรื่อย กระทั่งถึงจุดหนึ่ง ท่านจึงเล็งเห็นว่า เป็นประโยชน์แต่เพียงตน ควรที่จะนำออกมาให้คนรู้จักและบูชาผ่านทางสื่ออินเตอร์เน็ท พร้อมกับโบกมือลาชีวิตทางโลก ผันตัวเองมาเป็นอาจารย์ โดยดำริคิดชื่อของสถานศักดิ์สิทธิ์อันเกิดจากความยิ่งใหญ่ของไสยศาสตร์มนตราอาคมว่า “บ้านมหามนตรา”


 

มหามนตราพยากรณ์ดวงชะตาชีวิตด้วยคัมภีร์มหาภูติ *ศาสตร์พม่าโบราณ*
...
ปฐมบท : ไสยศาสตร์มหามนตรา
...
Leave a comment
Note: HTML is not translated!